Friday, January 12, 2007

ธรรมะจากรวงข้าว


.....จากข้อความ...เรียกร้องถึง ความกตัญญู...รู้พระคุณแผ่นดิน พระคุณน้ำ พระคุณแสงแดด พระคุณชาวนา พระคุณผู้ขนย้าย และพระคุณผู้ที่เกี่ยวข้องอีกกี่คนหนอ กว่าเมล็ดข้าวเหล่านั้นจะตกถึงท้องผู้หิวโหยเช่นเรา กี่หยาดเหงื่อ กี่แรงงาน กี่มือ...กันหนอ คิดถึงเขาบ้างไหม เคยอวยพรให้เขามีความสุขบ้างไหม เคยรับรู้ถึงความจนยาก ลำบากของเขาบ้างไหม..

...รวงข้าวที่โน้มลงต่ำยามที่เมล็ดข้าวสุก พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว เปรียบเหมือนคนเรา ยิ่งแก่กล้า ยิ่งรู้รอบ ยิ่งสูงค่า ต้องยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น ต้องมิลืมว่า คนเราย่อมไม่ต้องการให้ใครมาแสดงความเป็นเจ้า เป็นนาย แสดงอำนาจเหนือชีวิตของใครสักคนหรอก ถึงแม้ภายนอก ดูเหมือนยอมศิโรราบ แต่ในใจอาจเคืองแค้น รอวันเวลาที่จะประกาศความเป็นไทอยู่ก็ได้ จึงควรพิจารณา

...ทุกส่วนของต้นข้าว จัดทำประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่เมล็ดข้าว ข้าวเปลือก ฟางข้าว ใบ ต้น ฯลฯ แล้วชีวิตเรา ทำประโยชน์ได้แค่ไหน คุ้มแล้วหรือไม่ที่เกิดมาเป็นชีวิตหนึ่ง ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเนิ่นนาน ทำประโยชน์ให้ใครบ้าง

...แม้เพียงแค่ภาพ ยังสร้างความสดชื่น สร้างจินตนาการที่ดีแก่ผู้พบเห็นได้ เอ..แล้ว..แล้ว ถ้าเป็นภาพตัวเรา จะสร้างความรู้สึกดีดีให้แก่คนดูได้บ้างไม๊เนี่ย ..อิ อิ

...เฝ้ารำพึงกับรวงข้าวหล่น บ่นอยู่กลางท้องนา
ครวญตามสายลมมา บอกเธอว่าข้าคิดถึง...

...คอยลม
คำร้อง ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน
ผู้ขับร้อง : ยรรยงค์ เสลานนท์
.. พลิ้วลม พัดรวงข้าวเอนลู่ไปข้าวซิร่วงไสว สมใจชาวนาสิ้นห่วงชื่นอุรา
เห็นข้าวกล้าออกรวงแต่ข้าช้ำ ใจข้าห่วงหวงรักเจ้าข้าม เกินบาง..
สาวเอย โถน้ำใจเจ้าช่างดำแกล้งรักข้าให้ช้ำ รักแล้วมาทำเหินห่าง
กลับไปรักหลงเจ้าหนุ่มต่างบางข้าอดสู ใจไม่สร่างเพราะเจ้ามาห่าง แรมรา
ข้าวเบาหน้านี้ รวงดีเพราะมีลมโบกได้ลมฉ่ำฝนจนโชก แต่ใจข้าโศกหนักหนา
เจ้าสิ้นใจรัก ข้ายังภักดีเรื่อยมา นี่หรือน้ำใจเจ้ากล้า ทิ้งข้าไปได้ ลงคอ..
สาวเอย โถน้ำใจเจ้าช่างดำแกล้งรักข้าให้ช้ำ รักพรากเจ้าเป็นคนก่อ
เจ้าลืมหรือ โถข้าซื่อตรงรอ กลับเถิดหนอ ใจข้าโศกเหมือนคอยลมโบก ข้าวเบา

No comments: